ผลิตภัณฑ์ รักษ์โลก

ผลิตภัณฑ์ รักษ์โลก

          สภาพแวดล้อมแย่ลง ส่วนหนึ่งมาจากน้ำมือของมนุษย์ ที่สร้างควันพิษจากโรงงงานอุตสาหกรรม รถยนต์ที่ใช้อยู่ เผาป่าทำเกษตร

          ขยะเกิดขึ้นจากการที่เกิดจากภาชนะพลาติก ถุงพลาสติก เราสามารถช่วยกันได้โดยการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

1.  บรรจุภัณฑ์อาหารที่ทำจากธรรมชาติ  เช่น ชานอัออย

    บรรจุภัณฑ์ชานอ้อย “ไบโอ” 



          “ไบโอ” เป็นบรรจุภัณฑ์อาหารที่ทำจากเยื่อกระดาษชานอ้อย ซึ่งนำเทคโนโลยีการผลิตจากประเทศจีนมาปรับปรุงใหม่ โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กระทรวงอุตสาหกรรม และกลุ่มบริษัท เอ็มดีเอส จำกัด

           คุณสมบัติบรรจุภัณฑ์ของไบโอนี้ 

          1. กระบวนการผลิตที่เรียบง่าย  ประหยัดพลังงานกว่าการผลิตพลาสติก เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 

          2. ลดการใช้เยื่อจากไม้ยืนต้น และเลือกใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า ECF คือไม่ใช้คลอรีนในการฟอกสีเยื่อกระดาษ ทำให้ได้เยื่อกระดาษที่สะอาด และปลอดภัย และผ่านการฆ่าเชื้อด้วยแสง UV อีกครั้ง ก่อนจะส่งถึงผู้บริโภค

         การใช้งาน 

        1. ไบโอมีข้อดีกว่าพลาสติก สามารถใช้ใส่น้ำ และอาหารทั้งเย็นจัดจนถึงร้อนจัด (-40 ถึง 250 องศาเซลเซียส) 

        2. เข้าเตาอบและเตาไมโครเวฟได้ 

        3. ไม่มีสารปนเปื้อนก่อมะเร็ง  ซึ่งโฟมและพลาสติกจะมีสารที่เป็นอันตรายมีการปนเปื้อนสารสไตรีน มอนอเมอร์ ไดออกซิน และไวนิล คลอไรต์ มอนอเมอร์ ซึ่งล้วนแต่เป็นสารก่อมะเร็งอันตรายต่อสุขภาพทั้งสิ้น

**  จานชามจากชานอ้อยย่อยสลายได้ในเวลา 45 วันเท่านั้นเอง แต่อุปสรรคที่ทำให้คนส่วนใหญ่ยังไม่เปิดใจเปลี่ยนมาใช้จานชามจากชานอ้อย ก็เพราะ ราคาที่แพงกว่าโฟม 2 เท่า แม้ว่าจะถูกกว่าพลาสติกใช้แล้วทิ้งก็ตาม เมื่อคนใช้น้อย สินค้าผลิตน้อย ต้นทุนต่อชิ้นจึงสูงแต่ถ้าเมื่อไหร่คนหันมาใช้เยอะขึ้น ราคาก็ย่อมจะถูกลง เหมือนในหลายๆประเทศ ที่บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ราคาถูกกว่าโฟมแล้ว และในที่สุดภาชนะโฟมจะต้องสูญพันธุ์ไปจากโลกเสียที

ขณะนี้ “ไบโอ” ยังเป็นบรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้เพียงแบรนด์เดียวของไทย ที่มีการผลิตเพื่อจำหน่ายอย่างเป็นจริงเป็นจัง ปริมาณที่ผลิตได้ยังแค่ 1% ของปริมาณโฟมที่คนไทยใช้กัน กว่าจะถึงวันที่มีเรามีบรรจุภัณฑ์ปลอดภัยเป็นทางเลือกให้ใช้กันได้อย่างแพร่หลาย ไม่รู้ว่าสุขภาพจะเป็นอันตราย โลกจะถูกทำร้าย และขยะจะล้นเมืองไปขนาดไหน

เมื่อโลกกำลังต้องการ “บรรจุภัณฑ์สีเขียว” คุณพร้อมที่จะจ่ายเพิ่มขึ้นอีกนิด เพื่อโลกสีเขียวหรือเปล่า?

http://www.kroowruen.com/category/65/%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2-%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2-%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4-%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A9

อ้างอิงข้อมูล : http://oknation.nationtv.tv/blog/greenocean/2011/05/05/entry-1
ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ท


2. หลอดเป็นอีกอย่างหนึ่งที่ใช้แล้วทิ้งก่อให้เกิดขยะ ซึ่งมีหลอดแบบอื่นที่ใช้ได้หลายครั้ง ได้แก่

1. หลอดสแตนเลส
หลอดสแตนเลสเป็นหลอดที่ทำจากสแตนเลสที่ใช้สำหรับดืมได้  food grade 
หลอดสแตนเลสเป็นประเภทหลอดที่มีความแข็งแรง คงทน 

2. หลอดน้ำแก้ว

หลอดน้ำแก้วสามารถทนการกัดกร่อนของกรดได้เป็นอย่างดี และเป็นคุณสมบัติหนึ่งที่สแตนเลสเทียบไม่ได้
นอกจากนี้ เราค้นพบว่าหลอดน้ำแก้วทำมาจากแก้วแข็งที่เรียกว่าโบโรซิลิเคตซึ่งทนต่อความร้อนได้ดี ไม่แตกง่ายเกินไป  และที่สำคัญ หลอดความใส ที่ทำให้สามารถดูแลรักษาและทำความสะอาดได้ง่าย
◎ หลอดแก้วตอบโจทย์คนที่ชอบดื่มเครื่องดื่มที่มีกรด เช่น น้ำอัดลม โซดา กาแฟดำ เป็นต้น
◎ หลอดใสทำความสะอาดได้ง่าย ๆ 
◎ ควรระมัดระวังเรื่องการให้เด็กเล็กใช้หลอดแก้ว เพราะอย่างไรก็ได้ชื่อว่า "แก้ว" ที่เปราะบางกว่าวัสดุชนิดอื่น ๆ

3. หลอดไทเทเนีย

หลอดชนิดนี้เป็นหลอดที่มีความปลอดภัยมากที่สุด (ทนการกัดกร่อน) และไม่มีกลิ่นของโลหะ ส่วนสีที่เห็นนั้นเป็นสีธรรมชาติจากตัวไทเทเนียม (สังเกตว่าสีแต่ละอันจะแตกต่างกันเล็กน้อย) ไม่ได้เกิดจากการย้อมสีแต่อย่างใด ความเบาของไทเทเนียมจะทำให้คุณสบายใจว่ามันจะไม่หนักจนทำให้แก้วน้ำที่เพิ่งดื่มหมดของคุณล้ม
◎ หลอดไทเทเนียม เหมาะกับเด็กเล็กเพื่อสุขอนามัยที่ดี
◎ หากคุณเป็นคนชอบซื้อเครื่องดื่ม ชอบกัดหลอด ไม่ชอบกลิ่นโลหะ หรือไม่อยากคอยระวังการใช้หลอด หลอดไทเทเนียมคือตัวเลือกที่ดี

4. หลอดไม้ไผ่

หากคุณคิดว่าจะใช้หลอดที่เป็นวัสดุจากธรรมชาติอย่างแท้จริง หลอดน้ำไม้ไผ่คือคำตอบ ที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ทำให้วัสดุไม้ไผ่สามารถคงอยู่ได้นาน แต่หลอดชนิดนี้ต้องการการดูแลความสะอาดเป็นพิเศษ คุณจะต้องล้างและทำให้แห้งอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันการเกิดเชื้อราหรือแบคทีเรีย
◎ หลอดไม้ไผ่เหมาะกับคุณที่ไม่ได้ดื่มบ่อย
◎ หลอดชนิดนี้ต้องการความเอาใจใส่ รักษาความสะอาดบ่อย ๆ 

5. หลอดซิลิโคน

สำหรับใครที่ยกให้เรื่องการพกพาเป็นเรื่องใหญ่ หลอดซิลิโคน เป็นคำตอบ! หลอดชนิดนี้สามารถทนความร้อนและความเย็นได้ดี ไม่ทำปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่ม ไม่มีสารปนเปื้อนพลาสติไซเซอร์ (Placticizer) สามารถใช้งานได้อย่างสบายใจ และด้วยความเป็นวัสดุที่ยืดหยุ่น ทำให้สามารถพับเก็บลงกล่องเล็กได้สบาย ๆ
◎ หลอดซิลิโคนเหมาะกับการพกพาไปกับทริปของคุณ
◎ เด็กก็ใช้ได้ปลอดภัย แถมไม่กลัวตกแตก
◎ สายกัดหลอดคงต้องเลือกใช้หลอดซิลิโคนแล้วล่ะ

  6. หลอดชานอ้อย


“อ้อย” คือพืชมหัศจรรย์ที่ให้ประโยชน์มากกว่าที่คุณคิด
แถมยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 🌍🍃
.
การผลิตที่มีส่วนผสมของ “พลาสติกที่สลายตัวได้”
บวกกับ “เส้นใยจากชานอ้อย” ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง
ทำให้ไม่มีสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อคุณ 

หลอดจากชานอ้อยยังมีคุณสมบัติ ที่สามารถย่อยสลายได้
ด้วยการฝังกลบอย่างถูกวิธีโดยใช้ระยะเวลาเพียง 6 เดือนเท่านั้น




ทำความสะอาด

STEP 1 "ห่อ": เข้าใจกันได้ว่าใช้หลอดขณะอยู่นอกบ้านอาจไม่สามารถทำความสะอาดได้ทันที เราแนะนำให้คุณใช้กระดาษทิชชูห่อเก็บไว้ก่อน
STEP 2 "แปรง": เมื่อกลับถึงบ้าน ต้องนำออกมาทำสะอาดโดยใช้แปรงเล็กสำหรับล้างหลอด ล้างน้ำสะอาด 2-3 ครั้ง
STEP 3 "ต้ม": กรณีรู้สึกยังมีกลิ่นติด ให้นำหลอดไปต้มในน้ำที่ผสมน้ำส้มสายชูอยู่เล็กน้อย
STEP 4 "ล้าง": หากยังไม่รู้สะอาดดีจริง ๆ จึงจะใช้น้ำยาล้างจานทำความสะอาดอีกครั้ง
STEP 5 "ตาก": วางไว้ในที่แห้งอากาศถ่ายเท ให้หลอดแห้งสนิท

ที่มา
https://th.pinkoi.com/magz/VNDGQc64
Read more >>

ผักตบชวา ประโยชน์และโทษ

ผักตบชวา



          ผักตบชวา ถูกนำเข้ามาในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2444 ในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยนำเข้ามาจากเกาะชวาในฐานะเป็นไม้ประดับสวยงาม โดยขณะเสด็จประพาสประเทศอินโดนีเซีย พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ เมื่อปี พ.ศ. 2439 สมเด็จพระนางเจ้าฯ ได้ทอดพระเนตรเห็นนางกำนัล ตลอดจนเจ้านายฝ่ายในของสุลต่าลเกาะชวาได้ใช้ดอกของพืชชนิดนี้ทัดหู มีความสวยงามของสีม่วงอมฟ้าพร้อมกับมีดอกที่ใหญ่ จึงได้มีรับสั่งให้เก็บผักตบชวาจำนวน 3 เข่ง เพื่อนำมาปลูกไว้ในประเทศไทย พร้อมกับนำน้ำจากพื้นถิ่นกลับมาด้วยจำนวน 10 ปี๊บ เพื่อไม่ให้ผักตบชวาผิดน้ำ โดยขณะนั้นผักตบชวาก็เพิ่งถูกนำเข้าไปในเกาะชวาจากเจ้าอาณานิคมฮอลันดา โดยแรกเริ่มใส่อ่างดินเลี้ยงไว้หน้าสนามวังสระปทุม ผักตบชวาก็เจริญเติบโตงอกงามอย่างมากมาย ถึงแม้จะเปลี่ยนน้ำแล้วก็เติบโตได้ดีจนออกดอกเพียงระยะเวลาแค่ 1 เดือน และได้ทรงพระราชทานหน่อให้เจ้านายพระองค์อื่นและบรรดาข้าราชบริพารนำไปปลูกด้วย เพียงแค่ 6 เดือน ผักตบชวาก็แพร่กระจายพันธุ์จนเต็มวังสระปทุม ต้องนำไปปล่อยทิ้งไว้ที่คลองสามเสนหลังวัง พร้อมกับคลองอื่น ๆ เช่น คลองเปรมประชากร, คลองผดุงกรุงเกษม ในระยะแรกประชาชนชาวไทยก็ได้ใช้ดอกของผักตบชวามาทัดหูเพื่อความสวยงามบ้าง แต่หลังจากนั้นไม่นานก็เสื่อมความนิยมลง เหตุเพราะการแพร่กระจายพันธุ์อย่างรวดเร็วนั่นเอง


สรรพคุณของผักตบชวา

  • ต้นมีรสจืด มีสรรพคุณเป็นยาแก้พิษในร่างกาย ช่วยขับลม ใช้ตำพอกแก้แผลอักเสบ
  • ช่วยระบายความร้อนในร่างกาย (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)

ประโยชน์ของผักตบชวา

  1. ยอดอ่อน ใบอ่อน และดอกอ่อน สามารถนำมาลวกจิ้มกับน้ำพริกรับประทาน หรือนำมาทำแกงส้ม ในไต้หวันจะนำผักชนิดนี้มาปรุงเป็นอาหารจำพวกผัก (เฉพาะผักตบชวาที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างบริสุทธิ์) โดยคุณค่าทางโภชนาการของส่วนที่รับประทานได้ของผักตบชวา ต่อ 100 กรัม จะประกอบไปด้วย พลังงาน 30 แคลอรี, น้ำ 89.8%, โปรตีน 0.5 กรัม, ไขมัน 0.1 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 7.5 กรัม, ใยอาหาร 2.4 กรัม
  2. ผักตบชวาสามารถนำมาเลี้ยงสุกร เลี้ยงไก่ได้ เนื่องจากมีคุณค่าทางอาหาร โดยพบว่าผักตบชวาแห้งจะมีโปรตีนประมาณ 14-20% ไขมัน 1-2.5% เส้นใย 17-19% ซึ่งโดยปกติแล้วสัตว์หลายชนิดก็กินผักตบชวาอยู่แล้ว กล่าวคือ วัว ควาย แกะ แพะ มักจะกินผักตบชวาที่ขึ้นอยู่ตามริมฝั่ง หรือบางชนิดก็กินผักตบชวาในน้ำ ส่วนหมูก็กินผักตบชวาที่ผู้เลี้ยงนำมาต้มให้กิน โดยสัตว์เหล่านี้ก็จะช่วยกำจัดผักตบชวาให้ลดน้อยลงได้บ้าง และเรายังได้ประโยชน์จากสัตว์เลี้ยงเหล่านี้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการนำผักตบชวาไปแปรรูปใช้เป็นส่วนประกอบของสูตรอาหารสุกรและสัตว์ปีก[1],[2],[6]แต่มีข้อควรระวังในการเลือกใช้คือ ให้เลือกผักตบชวาจากแหล่งน้ำที่ปลอดสารพิษจำพวกยาฆ่าแมลงหรือโลหะหนักเท่านั้น เพราะสารเหล่านี้จะถูกผักตบชวาดูดซับเอาไว้ และเมื่อนำไปให้สัตว์กิน ก็จะทำให้สัตว์ได้รับสารพิษเหล่านี้ไปด้วย
  3. มีการนำผักตบชวาแห้งทั้งต้นมาใช้ทำเป็นแอลกอฮอล์และ gas แต่ผลที่ได้ยังไม่เป็นที่น่าพึงพอใจมากนัก
  4. ผักตบชวาสามารถนำมาใช้ทำปุ๋ยหมัก สำหรับการปลูกพืชผักต่าง ๆ เนื่องจากผักตบชวามีโพแทสเซียมอยู่มากเป็นพิเศษ ส่วนฟอสฟอรัสและไนโตรเจนก็มีอยู่พอสมควร หรือนำมาใช้คลุมต้นไม้ที่ปลูกเอาไว้ให้เกิดความชุ่มชื้น เนื่องจากผักชนิดนี้มีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำได้ดี
  5. ผักตบชวาที่ตากแดดจนแห้งดีแล้ว สามารถนำมาเพาะเห็ดฟางเพื่อสร้างรายได้ได้เป็นอย่างดี
  6. ใช้ทำเป็นกระถางชนิดพิเศษที่เป็นปุ๋ยในตัวเอง โดยต้นกล้าที่จะนำมาเพาะชำในกระถางนี้ เราสามารถขุดหลุมปลูกได้เลย เพราะกระถางจะย่อยสลายไปได้เองและยังเป็นปุ๋ยให้กับพืชที่ปลูกอีกด้วย
  7. นำมาใช้ทำเป็นเชื้อเพลิงแท่งโดยการนำมาผสมกับแกลบอัดเป็นแท่งเชื้อเพลิงได้ โดยไม่มีปัญหาในการอัด ค่าพลังงานความร้อนที่ได้ก็ใกล้เคียงกับแกลบอัด
  8. ผักตบชวาสามารถขึ้นได้ในทุกสภาพน้ำและสามารถช่วยบำบัดน้ำเสียได้โดยตรง โดยทำหน้าที่เป็นตัวกรอง ทำให้ของแข็งหรือสารแขวนลอยต่าง ๆ ที่ปนอยู่ในน้ำถูกสกัดกั้นเอาไว้ นอกจากนั้นระบบรากของผักตบชวาที่มีจำนวนมาก ยังช่วยกรองสารอินทรีย์ที่ละเอียดและจุลินทรีย์ที่อาศัยเกาะอยู่ที่ราก จึงช่วยดูดสารเหล่านี้ไว้ด้วยอีกทางหนึ่ง แต่ถ้าน้ำเสียนั้นมีสารพิษในปริมาณมากหรือน้ำเสียมาก การใช้ผักตบชวาเพื่อบำบัดน้ำเสียจะให้ผลช้าและอาจทำให้น้ำเน่าได้ จึงควรใช้ผักตบชวาร่วมกับการบำบัดน้ำเสียระบบอื่นไปด้วย จึงจะได้ผลดี
  9. ผักตบชวาสามารถนำมาแปรรูปทำเป็นผลิตภัณฑ์จักสานหรือสินค้าอื่น ๆ ผลิตภัณฑ์จากผักตบชวาก็เช่นกล่อง กล่องใส่กระดาษทิชชู ตะกร้าผักตบชวา กระเป๋าผักตบชวา เก้าอี้ผักตบชวา เปลญวน รองเท้าแตะหรือรองเท้าผักตบชวา ถาดรองผลไม้ ถาดรองแก้วน้ำ แจกันสาน เสื่อผักตบชวา กระดาษจากผักตบชวา ฯลฯ
  10. นอกจากนี้ผักตบชวายังมีประโยชน์ที่ช่วยทำให้น้ำสะอาดขึ้น ช่วยสะสมพลังงานจากดวงอาทิตย์ ทำให้อากาศบริสุทธิ์และเย็นสบาย ช่วยลดปัญหาที่เกิดจากวัชพืชใต้น้ำ เป็นที่อยู่อาศัยของปลาและสัตว์น้ำ ช่วยทำให้เกิดทัศนียภาพที่เจริญตา (สำหรับบางคน) ฯลฯ



ผลเสียทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ดังนี้

        1. ด้านการชลประทาน  ผักตบชวาทำให้การพัฒนาแหล่งน้ำไม่ได้ผลตามเป้าหมาย เนื่องจากทำให้อัตราการไหลของน้ำลดลงประมาณ 40% ขัดขวางการระบายน้ำของประตูน้ำ ทำให้เกิดการตื้นเขินของแหล่งน้ำต้องขุดลอกบ่อย และประการสำคัญคือ ผักตบชวาทำให้การระเหยน้ำเพิ่มขึ้นมากกว่าพื้นที่ที่ไม่มีผักตบชวาปกคลุมถึง 3 - 5 เท่า ในพื้นที่ 1 ตารางเมตร ผักตบชวาสามารถระเหยน้ำได้สูงถึง 0.35 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ถ้าคิดเป็นพื้นที่ทั่วประเทศ จะสูญเสียประมาณละ 16,000 ล้านลูกบาศก์เมตร

        2. ด้านการผลิตไฟฟ้า  ผักตบชวาจะลดอายุการใช้งานของเขื่อน เนื่องจากการตกตะกอนทำให้ตื้นเขิน นอกจากนี้ยังทำให้ปริมาณน้ำลดลง เนื่องจากการระเหยน้ำของผักตบชวามากกว่าปกติสูงถึง 3 - 5 เท่า ดังกล่าวมาแล้ว


การป้องกันการแพร่ระบาดของผักตบชวา

  • หมั่นขุดลอกคูคลองหรือท้องร่องให้น้ำไหลผ่านได้สะดวก เนื่องจากผักตบชวาจะเจริญเติบโตได้ยากที่ที่มีน้ำไหลแรง

  • หมั่นตรวจดูแลแหล่งน้ำบริเวณใกล้บ้านอยู่เสมอ หากพบเห็นก็ให้ดึงขึ้นจากน้ำและทำลายเสีย โดยการนำมาตากแห้งหรือเผาทำลาย

  • หากพบเห็นผู้ใดปลูกหรือกักผักตบชวาเอาไว้ใช้ประโยชน์ ก็ควรให้คำแนะนำให้รู้ถึงโทษของผักตบชวา และวิธีการป้องกันการแพร่ระบาด

  • หากพบว่ามีแหล่งเพาะขยายพันธุ์เกิดขึ้นและเกินกำลังที่จะกำจัดได้เอง ก็ให้แจ้งผู้นำชุมชนและช่วยกันกำจัดให้หมดสิ้น

#ผักตบชวา




#ประโยชน์ของผักตบชวา

Read more >>

G-Upcycle ผลิตภัณฑ์สีเขียว



G-Upcycle ตราสัญลักษณ์ใหม่การันตีผลิตภัณฑ์สีเขียว
เรื่อง : สุวิทย์ วงศ์รุจิราวาณิชย์

หลายท่านอาจจะคุ้นเคยกับคำว่า Recycle อันหมายถึง การนำผลิตภัณฑ์ที่เราไม่สามารถใช้ซ้ำได้แล้ว
กลับเข้าสู่กระบวนการแปรรูปให้เป็นวัตถุดิบอีกครั้ง จากนั้นนำวัตถุดิบที่ได้กลับมาผลิตเป็นสินค้าตัวใหม่ เช่น การนำขวดน้ำพลาสติก (ขวดชาเขียว ขวดน้ำดื่ม ฯลฯ) มาผ่านกระบวนการย่อยสลายจากนั้นนำไปเป็นวัตุดิบตั้งต้นตัวใหม่ บางรายอาจนำไปทอเป็นเส้นใยปั่นคู่กับเส้นใยฝ้ายผลิตเป็นกางเกงยีนส์เนื้อดี บางรายอาจนำ
ไปเป็นวัสดุตั้งต้นสำหรับผลิตสินค้าพลาสติกที่อาจมีคุณสมบัติด้อยกว่าเดิม เช่น นำไปผลิตเป็นถังน้ำพลาสติก ถังขยะ เป็นต้น แม้ว่ากระบวนการ Recycle จะเป็นอีกหนึ่งหนทางในการลดปริมาณการใช้ทรัพยากร แต่กระบวนการแปรรูป Recycle ยังคงหลีกเลี่ยงการใช้พลังงานเชื้อเพลิง เช่น น้ำมัน ไฟฟ้า ฯลฯ ไม่ได้อยู่ดี

ส่วนอีกหนึ่งคำที่เราเริ่มคุ้นหูกันมากขึ้น ก็คือว่า Upcycle หลายท่านอาจเริ่มสงสัยว่า Upcycle คำนี้แตกต่างจากรีไซเคิลอย่างไร แล้วทำไมหลายองค์กรถึงให้ความสำคัญกับกระบวนการ Upcycle มากขึ้น คำตอบคือ กระบวนการ Upcycle เป็นแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากเศษวัสดุเหลือใช้ที่กำลังจะกลายเป็นขยะให้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง กระบวนการแปรรูปอาจไม่จำเป็นต้องนำไปหลอมเหมือนกระบวนการ Recycle แต่อาจเป็นการดัดแปลงวัสดุที่หลงเหลือจากกระบวนการผลิตให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณภาพและมีมูลค่าที่สูงขึ้น วันนี้ผมมีโอกาสเก็บภาพผลิตภัณฑ์ชั้นเยี่ยมที่ผ่านกระบวนการ Upcycle มาให้ดูเป็นตัวอย่างนะครับ เผื่อช่วยกระตุ้นต่อมไอเดียเก็บเศษวัสดุจากโรงงานของท่านมาออกแบบเป็นผลิตภัณฑ์ดีๆ

Java Stool - เก้าอี้สตูตัวเล็กที่ผลิตจากกากกาแฟที่เหลือจากการชงกาแฟแก้วโปรดผสมกับเศษพลาสติกอะคริลิค

Three Little Pigs - กระเป๋าใส่ของที่ผลิตจากถุงใส่น้ำยาล้างไต


Spotti - โต๊ะวงกลม นำเศษท่อนไม้สักไปปรับรูปทรงให้กลายเป็นขาโต๊ะ


Tom Bench - เก้าอี้นั่งเหล็กแบบยาว เกิดจากการนำเศษเหล็กมาดัดรูปทรงขึ้นรูปเป็นเก้าอี้ที่มีความแข็งแรง

Scapa Stool - เก้าอี้สตูที่เกิดจากการหลอมของเศษกระดุม


ผลงานทั้ง 5 ชิ้นเป็นเพียงแค่ตัวอย่างของชิ้นงาน Upcycle ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการผลิตสินค้าจากเศษวัสดุที่เหลือใช้จากโรงงานก่อนทิ้งลงถังขยะ นอกจากนี้ทางกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังได้พัฒนาตราสัญลักษณ์ G-Upcycle เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการที่นำวัสดุเหลือใช้มาผลิตเป็นสินค้า โดยมีที่มาจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม (Green Design, Eco-Design) ทั้งนี้ตราสัญลักษณ์ G-Upcycle ประกอบด้วยแนวคิด 2 ส่วนคือ กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Productivity) และ กระบวนการที่เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า (Upcycle) ด้วยการพัฒนาเศษวัสดุเหลือใช้ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณภาพและมีมูลค่าที่สูงขึ้น


อีกหนึ่งแนวคิดดีๆ ในการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการผลิตชิ้นงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่มีคุณค่าทั้งในงานออกแบบและเชิงพาณิชย์ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกับตลาดยุโรปที่ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ท่านสามารถศึกษาข้อมูลเรื่องตราสัญลักษณ์
G-Upcycle
เพิ่มเติมได้ที่ www.deqp.go.th

เชิญคลิก Like เพื่อต่อตามบทความงานออกแบบสร้างสรรค์เพิ่มเติมได้ที่www.facebook.com/SuwitBrand

บทความ Sustainable Design กายใจ : กรุงเทพธุรกิจ 31.5.58
Read more >>